Shinyu Real Estate the exclusive agent of Ashton Asoke by Ananda

Finally! D-Day วันนี้ ผู้บริหารและทีมงาน Shinyu Real Estate นำโดย คุณโยจิ คิตาอุระ President คุณนัชชรี ภูริปรีชา CEO and Co-founder และ ทีมขาย ได้รับเกียรติถ่ายภาพร่วมกับตัวแทนทีมผู้บริหารจากบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) คุณสุเมธ รันศรีกุล กรรมการผู้จัดการธุรกิจคอนโดมิเนียมแอชตัน และ คุณไอรินลดา อนันต์กิจคุณากร Head of Business Unit แอชตัน ที่โครงการ Ashton Asoke ต้อนรับการเข้ามาเป็น Exclusive Agent อย่างเป็นทางการ หลังจากนี้จะมีโปรโมชั่นอะไรพิเศษสำหรับลูกค้า Shinyu Real Estate ติดตามได้ที่เพจของเราเลยนะคะ รับรองว่าปัง ปัง ปัง! พลาดแล้วคุณจะต้องเสียใจ แอบกระซิบบอกได้คำเดียวว่า ดีลดีที่สุดอยู่ในมือเราแล้ว สำหรับจุดเด่นของโครงการนี้คงจะหนีไม่พ้นทำเลใจกลางแยกอโศก เดินทางแสนสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT ที่ใกล้เพียงแค่หน้าโครงการเท่านั้น แถมยังเป็น Interchange Station ระหว่าง BTS อโศกและMRTสุขุมวิท อีกด้วย Facilities ของโครงการก็ครบครัน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อาศัย ไม่ว่าจะเป็น Social Club ห้องสมุด สระว่ายน้ำแบบสระเกลือขนาดใหญ่ที่แยกสระสำหรับเด็กอย่างเป็นสัดส่วน พื้นที่ส่วนกลางที่สวยงาม รับรองว่าถ้าได้ไปครอบครองแล้วไม่มีคำว่าเสียใจ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่ต้องการดีลพิเศษสำหรับ Ashton Asoke สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://docs.google.com/…/1v-RPMqdun…/edit… ________________________________________________________ บริษัทเอเจ้นท์คอนโดสัญชาติไทย-ญี่ปุ่น “Shinyu Real Estate” สนใจคอนโดราคาพิเศษ และบริการแบบ One Stop Service Buy / Sell / Rent / Inspection / Interior / Management Website ...
อ่านต่อ

Modiz Rhyme Ramkhamhaeng เปิดให้ลงทะเบียนแล้ววันนี้

มาจ้ามาจ้ามาตามสัญญา แอดมินนำรูปห้องตัวอย่างโครงการ Modiz Rhyme Ramkhamhaeng มาเสริฟให้ลูกค้าชมกัน พร้อมทั้งโปรสุดพิเศษเฉพาะลูกค้า Shinyu Real Estate เท่านั้น‼️ ลงทะเบียนกับเราวันนี้ ดูแลดีจนจบดีล‼️ Shinyu Real Estate x Modiz Rhyme Ramkhamhaeng 👑💎 🎉🎉ไลฟสไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกและแห่งเดียวบนทำเลทองรามคำแหงที่เชื่อมต่อคุณกับชีวิตในเมืองกลาง MRT สถานีรามคำแหง 🧡 ด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่และ Cloud Facility ครอบคลุมถึง 3 ชั้น ให้คุณได้ใช้ชีวิตร่วมกันแบบมี Space ส่วนตัวอีกทั้งยังสะดวกสบายด้วย Lifestyle Retails ครบ จบในที่เดียว 💖 ⚡️เริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท แต่งครบ หรู ดูดี หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย พิเศษก่อนใครลงทะเบียนกับเราวันนี้รับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท‼️ 📍คลิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ https://forms.gle/f2H61VNmX3TVF2rt6 📌ข้อมูลเพิ่มเติม Line: @shinyurealestate หรือคลิก: m.me/shinyurealestate โทร 02-001-3033
อ่านต่อ

ไวรัสโคโรน่าส่งผลอย่างไรต่ออสังหาริมทรัพย์ไทย?

สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์อย่างที่ทราบกันดีว่าในปีนี้ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆไม่ว่าจะเป็น สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ สงครามการค้าอิหร่าน-สหรัฐฯ เงินบาทแข็งค่า มาตรการ LTV ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายใน ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและอัตราการซื้อการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติ . สำหรับตลาดที่เราจะโฟกัสในวันนี้คือตลาดผู้ซื้อและนักลงทุนชาวจีนที่เรียกได้ว่าเป็นกำลังซื้อสำคัญของตลาดอสังหาฯในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ ทั้งเรื่องข้อจำกัดในการนำเงินออกนอกประเทศ เงินบาทที่แข็งค่า และในวันนี้ปัจจัยสำคัญที่เราต้องเผชิญและเรียกได้ว่าส่งผลกระทบต่อวงการอสังหาฯมากพอสมควรคือ “ไวรัสโคโรนา” . ผู้ซื้อและนักลงทุนชาวจีนหายไปจากตลาดอสังหาฯ ลากยาวมาตั้งแต่ช่วงตรุษจีนที่เป็นวันหยุดยาว ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหายไปจากตลาดเกือบหมดกระทบต่อตลาดอสังหาฯประเภทปล่อยเช่า ทั้งเซอวิสอพาร์ทเม้น โรงแรม ฯลฯ ส่วนตลาดคอนโดมิเนียมคาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยเนื่องจากในช่วงหยุดยาวชาวจีนใช้เงินในการจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด . สำหรับผลกระทบของไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้กระทบโดยตรงต่อจำนวนผู้ซื้อชาวจีน แต่หากมองกลับกันกลับพบว่า จากที่ประเทศจีนมักเกิดปัญหาโรคระบาดร้ายแรงบ่อยครั้ง เช่น โรคซาร์ส จะทำให้ชาวจีนบางส่วนหันมาซื้อที่อยู่อาศัยในไทยเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 รับมือหากเกิดโรคระบาดร้ายแรงในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันมีคนจีนบางส่วนย้ายมาอาศัยในประเทศไทยในช่วงที่จีนประสบปัญหา . การเกิดขึ้นของปัญหาและอุปสรรคบางครั้งมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่หากเราศึกษาข้อมูลให้ดี และวางแผนเพื่อรับมือกับมันได้อย่างครอบคลุม ก็จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาและผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดี
อ่านต่อ

5 เทรนด์อสังหาฯ ประจำปี 2020

วันนี้ Shinyu Real Estate จะพาทุกท่านมาส่องเทรนด์อสังหาฯ ในปีหน้า รู้ไว้ใช่ว่า ลงทุนปีหน้าไม่พลาดแน่นอนค่ะ 😉 . :: วัยที่ลงทุนกับอสังหาฯ มากที่สุดคือ Millennials :: ตามข้อมูลจาก realtor.com ระบุว่าช่วงปีที่ผ่านมาลากยาวจนถึงปีหน้า Millennials หรือผู้ที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1981-1996 หรือคนที่มีอายุ 21-37 ปี คือช่วงวัยที่ลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดในตลาด ทั้งนี้ เป็นเพราะคนในวัยนี้ คือช่วงอายุที่เริ่มทำงาน มีหน้าที่การงานที่มั่นคง และเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวกันได้บ้างแล้ว จึงเริ่มขยับขยายซื้อบ้าน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตามด้วย Gen X หรือผู้ที่เกิด ค.ศ.1965 – 1980 และ Baby Bloomer ที่ค่อนข้างมีสถานภาพการงานและการเงินมั่นคงมากกว่า มีสินทรัพย์ในครอบครองที่อยู่ตัวแล้ว . :: คนมองหาห้องเช่ามากกว่าจะซื้อบ้าน :: ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วทั้งโลกอย่างในปัจจุบัน ทำให้กำลังซื้อของคนชะลอตัวลงไปด้วยอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ราคาแพงก็ยิ่งเข้าถึงได้ยากมากขึ้นสำหรับคนหลายๆ กลุ่ม ดังนั้น คนจึงเลือกที่จะเช่าห้องมากกว่าจะซื้อบ้าน เพราะมีความยืดหยุ่นสูงกว่านั่นเอง . :: เหล่านักพัฒนาอสังหาฯ เปลี่ยนเป้าหมายไปลงทุนนอกกรุงเทพฯ มากขึ้น :: ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านจะสังเกตได้ว่าในหน้าข่าวอสังหาริมทรัพย์ เต็มไปด้วยข่าวการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ใหม่ ทั้งในเขตพื้นที่ EEC อย่าง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วประเทศอย่างภูเก็ต ขอนแก่น และเชียงใหม่ สำหรับเขตพื้นที่ EEC เป็นเขตพื้นที่ที่จะยกระดับเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว มีโครงการต่างๆ ของรัฐที่กำลังถูกพัฒนาอยู่มากมาย อย่างเช่น โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการพัฒนาท่าเรือ แหลมฉบัง และ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด เมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จสิ้น จะสามารถดึงดูดทั้งแรงงาน ชาวต่างชาติ และนายทุนเข้ามาอยู่อาศัย ทำงาน ท่องเที่ยว และลงทุนได้มากขึ้น จึงกลายเป็นพื้นที่ที่นักพัฒนาอสังหาฯ ทั้งหลาย จับตามองเป็นพิเศษ . :: คนคาดหวังกับบ้านที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ...
อ่านต่อ

‘ฮ่องกง’ ตลาดเล็กที่กำลังมา

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในฮ่องกงที่กินเวลามากว่าหลายเดือน และดูเหมือนว่าจะยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้ชาวฮ่องกงบางส่วนเริ่มมองหาและลงทุนกับที่อยู่อาศัยนอกประเทศกันมากขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่ชั่วคราว เหมือนกับ ‘เซฟเฮ้าส์’ ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ชาวฮ่องกงให้ความสนใจ . จากข้อมูลของพร๊อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ชาวฮ่องกงนิยมอยู่คอนโดย่านใจกลางเมือง อย่างเช่น สุขุมวิท เนื่องจากเดินทางสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติสามารถใช้ชีวิตได้ง่าย โดยห้องที่ชาวฮ่องกงให้ความสนใจคือคอนโดขนาด 1-2 ห้องนอนราคาอยู่ในช่วง 5-10 ล้านบาท . อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับตลาดจีนแล้ว ฮ่องกงยังถือว่าเป็นตลาดที่เล็กมาก แต่ก็น่าจะมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตและในระยะยาว เนื่องจากฮ่องกงมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่อยู่อาศัย และ ราคา กล่าวคือ ราคาอสังหาฯ นั้นแพงมาก แต่พื้นที่อยู่อาศัยที่ได้กลับเล็กมากเช่นกัน คนฮ่องกงจึงมีแนวโน้มที่จะลงทุนกับอสังหาฯ ในต่างประเทศที่ดูคุ้มค่าและสามารถทำกำไรได้มากกว่า ถึงแม้ว่าอาจไม่ได้ใช่เป็นที่อยู่อาศัยหลักก็ตาม . นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนทั้งจีนและฮ่องกง ที่ต้องการย้ายฐานผลิตมายังอาเซียน เมื่อเจอตัวเร่งอย่างสถานการณ์ความไม่สงบในฮ่องกง ที่กระทบต่อการค้าโดยตรง ก็ทำให้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในอาเซียนเร็วขึ้น ซึ่งไทยเองก็อีกหนึ่งจุดหมายปลายทาง เพราะอยู่ใกล้กับฮ่องกง ไม่มีปัญหาด้านการเมืองและประวัติศาสตร์ต่อกัน อีกทั้งยังมีความคิดและไลฟ์สไตล์ไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้น ในอนาคตก็อาจมีกลุ่มนักธุรกิจเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้นด้วย ดังนั้น ต่อไปในอนาคตตลาดฮ่องกง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย
อ่านต่อ

ปล่อยเช่าทั้งที ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

การจะเริ่มลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า ‘ตัวเลขที่ใช้ลงทุน’ หรือ ‘ค่าใช้จ่าย’ คือสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่ ราคาค่าอสังหาฯ ที่เราจะซื้อ ค่าผ่อน ค่าดอกเบี้ย หรือ ค่าตกแต่ง-ซ่อมแซม เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ‘ภาษี’ ประเภทต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวพันกับการลงทุนปล่อยเช่า ตั้งแต่กระบวนการเข้าซื้ออสังหาฯ ไปจนถึงกระบวนการการปล่อยเช่า โดยวันนี้เราจะพามามือใหม่หัดปล่อยเช่ามาดูกันว่าภาษีที่เราต้องเสียกันมีอะไรบ้าง เผื่อจะได้นำไปคำนวณเพื่อหักลบค่าใช้จ่ายกันถูกค่ะ . :: ภาษีที่ต้องเสียเมื่อทำการเข้าซื้ออสังหาฯ :: 💵 ค่าโอน และ ค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรม 💵 2% ของราคาประเมินหรือราคาขาย ซึ่งตั้งแต่วันนี้ – 24 ธ.ค. 2563 ทางรัฐมีมาตรการให้ลดค่าโอนของอสังหาฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทเหลือ 0.01% เพื่อกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ 💵 ค่าจดจำนอง 💵 1% ของมูลค่าที่จำนอง หรือ จำนวนที่กู้ทั้งหมด (ในกรณีที่จำนองกับสถาบันการเงิน) ทั้งนี้ตั้งแต่วันนี้ – 24 ธ.ค. 2563 นี้ ทางรัฐมีมาตรการให้ลดค่าจดจำนองของอสังหาฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทเหลือ 0.01% 💵 ภาษีธุรกิจเฉพาะ 💵 3.3% ของราคาซื้อขายที่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินของกรมที่ดิน 💵 ค่าธรรมเนียมส่วนอื่นตามแต่ที่ตกลงกัน เช่น ค่าอากรสแตมป์ 💵 0.5% ตามราคาซื้อขาย แต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินของกรมที่ดิน . :: ภาษีที่ต้องเสียเมื่อทำการปล่อยเช่า :: 💰 ภาษีเงินได้ 💰 เมื่อไหร่ที่เรามีเงินได้ เราก็ต้องเสียภาษี โดยภาษีที่เราต้องเสียเมื่อทำการปล่อยเช่าก็คือ ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ ประเภทที่ 5 หรือก็คือภาษีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น การให้เช่าบ้าน คอนโดฯ โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งภาษีเงินได้นี้จะต้องยื่นแก่สรรพากรทุกปี ในช่วงกลางปี (มกราคม-มิถุนายน) โดยสามารถคำนวณภาษีได้ 2 แบบด้วยกัน คือ 👉🏻 1. วิธีเงินได้สุทธิ โดยคำนวณจากเงินทั้งหมดที่ได้รับ แล้วหักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ตามสูตร (รายได้ ...
อ่านต่อ

ลดค่าโอนและค่าจดจำนอง โอกาสทองในวิกฤตอสังหาฯ จริงหรือ!?

เมื่อไม่นานมามีทางรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบให้ใช้มาตรการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัย โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% ของราคาประเมิน และลดค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ของราคาประเมิน สำหรับที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ จะช่วยกระตุ้นให้คนเข้ามาซื้ออสังหาฯ ทั้ง บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม กันมากขึ้น เพราะที่มาในปีนี้เศรษฐกิจมีการชะลอตัว กำลังซื้อหด ทำให้ตลาดอสังหาฯ ซบเซาตามไปด้วย โดยเฉพาะอสังหาฯ ที่ราคาไม่เกิน 3 ล้าน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่ค้างอยู่ในสต็อกกว่า 50% . อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย โดยมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ดังต่อไปนี้ . ในส่วนของข้อดี มาตรการนี้ได้เอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภคในกลุ่มผู้ซื้อระดับรายได้น้อย-ปานกลาง และผู้ที่มีเงินเย็น เพราะสามารถลดภาระต้นทุนในการซื้ออสังหาฯ ลงไปได้ เรียกได้ว่าอาจเป็นโอกาสทองในการเข้าซื้ออสังหาฯ เพราะนอกจากจะได้ลดค่าโอน-ค่าจดจำนองแล้ว ยังเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องหาโปรโมชันต่างๆ มาลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นยอดขาย และสำหรับผู้ประกอบการที่ถืออสังหาฯ ที่ระดับระคาต่ำกว่า 3 ล้านเอง ก็จะสามารถระบายสต็อกออกได้มากขึ้นจากมาตรการนี้ . ถึงกระนั้น ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว แค่มาตรการนี้อาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ให้ ฟื้นคืนดังเดิม เนื่องจากมาตรการนี้ไม่ได้ครอบคลุมทุกระดับราคาของอสังหาฯ แต่จะเน้นไปที่กลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งที่อยู่อาศัยในระดับราคานี้ก็จะอยู่แค่เพียงในกลุ่มของ ทาวน์เฮ้าส์ และ คอนโดมิเนียม รอบนอกกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เท่านั้น และถึงจะเป็นกลุ่มใหญ่ในตลาดแต่ก็น่าจะไม่มากพอที่จะส่งผลต่อตลาดมากนัก ถ้าเทียบกับการออกมาตรการที่ครอบคลุมทุกระดับราคา ซึ่งเคยมีมาตรการนี้ออกมาเมื่อปี 2558 . นอกจากนี้ ช่วงนี้เศรษฐกิจก็ยังซบเซาอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดค่าโอนและค่าจดจำนอง ผู้บริโภคก็ยังคงไม่มีกำลังมากพอที่จะซื้อ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ ได้รับผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนมากกว่ากลุ่มไหน ตลอดจนปัญหาเรื่องการความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร และหนี้สินของภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง . จะเห็นได้ว่าแม้มาตรการฟังผิวเผินแล้วดูดี แต่ก็อาจไม่มากพอที่จะกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ให้กลับมาคึกคัก เนื่องจากมาตรการยังคงไม่ครอบคลุม และยังคงมีปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ
อ่านต่อ