ก่อนลงทุนต้องรู้จักกับ ‘อัตราการดูดซับ’

หลายต่อหลายครั้งเราเห็นคำว่า ‘อัตราการดูดซับ’ ปรากฏบนข่าว ซึ่งบางทีก็อาจสร้างความสงสัยให้กับผู้ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ว่ามันคืออะไร วันนี้เราจะมาไขข้องสงสัยกันค่ะ . อัตราการดูดซับ หรือ Absorption Rate คือ ดัชนีชี้วัด ‘ความต้องการ’ หรือ ‘อุปสงค์’ ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ว่าในทำเลนั้นๆ หรือ ตลาดของอสังหาฯ แต่ละประเภท เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถคำนวณได้โดยการนำหน่วยที่ขายได้ หารด้วยจำนวนยูนิตทั้งหมดที่โครงการมี ยิ่งค่าสูง แสดงว่ายังเป็นที่ต้องการมาก . อัตราการดูดซับนี้ เป็นหนึ่งในดัชนีที่ใช้คาดการณ์ภาวะธุรกิจ (Business Expectation Index) ซึ่งโดยส่วนมากทางภาครัฐจะเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อให้เห็นถึงจุดสูงสุดและต่ำสุดของเศรษฐกิจในประเทศ และติดตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ในบางครั้ง ทางผู้พัฒนาอสังริมทรัพย์เองก็มีการเก็บรวมรวบข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับโครงการของตน เพื่อคำนวณออกมาเป็นอัตราการดูดซับเช่นเดียวกัน . ตัวอย่างเช่น ครึ่งแรกของปี 2562 อัตราการดูดซับของที่อยู่อาศัยทุกประเภท ต่ำสุดในรอบ 5 ปี สำหรับบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด อัตราการดูดซับอยู่ที่ 2.6% อาคารชุด อยู่ที่ 4.8% และ ทาวน์เฮาส์ อยู่ 2.9% แสดงว่าคนมีความต้องการซื้ออสังหาฯ น้อยลง โดยประเภทของอสังหาฯ ที่คนมีความต้องการจะซื้อมากที่สุดก็คืออาคารชุด . เราสามารถนำข้อมูลนี้มาพิจารณาต่อได้ เช่น ถ้าเราอยากลงทุนปล่อยเช่า เราอาจเลือกเจาะไปที่การปล่อยเช่าอาคารชุดมากกว่าบ้านเดี่ยว เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะในภายรวมของสถานการณ์ปัจจัยคาดว่าการซื้อที่อยู่อาศัยทุกกลุ่มชะลอตัวลง . อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำอัตราการดูดซับ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูล ไว้ศึกษาตลาด ก่อนลงทุนเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อดูว่าโครงการมีแนวโน้มเปิดตัวมาแล้วได้รับความนิยมหรือไม่ ควรเดินหน้าลงทุนกับโครงการนี้หรือเปล่านั่นเองค่ะ
อ่านต่อ

ตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ ในยุค Aging Society

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะเห็นได้จากสัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจากสถิติจำนวนผู้สูงอายุประเทศไทย จาก กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ในปี 2560 มีจำนวนผู้สูงอายุราว 10.2 ล้านคน และในปี 2561 มีผู้สูงอายุราว 10.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 แสนกว่าคน ซึ่งคาดว่าในปีนี้ และ ปีจำนวนประชากรผู้สูงอายุน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง . นอกจากนี้ จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 19% กลายเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย รองจากประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ . ด้วยแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ที่ผ่านมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เริ่มเข้ามาเจาะตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมด้านการเงิน และกำลังซื้อสูง โดยโครงการเพื่อผู้สูงอายุในปัจจุบันที่เห็นกันในปัจจุบันมีหลายโครงด้วยกัน ตัวอย่างเช่น แสนสรา แอท แบคเม้าท์เท่น, กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง ที่เน้นเจาะตลาดผู้สูงอายุระดับ Hi-end หรือคอนโดฯ โครงการใหม่ติดรถไฟฟ้า ของ AP ที่เน้นเจาะกลุ่มคนสูงวัยรุ่นใหม่ (The Young Old) ที่กำลังจะก้าวเข้ามาในกลุ่มคนสูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า . โดยจุดร่วมที่เหมือนกันของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุก็คือ การสร้างที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์สำหรับคนกลุ่มนี้มากที่สุด ซึ่งหลายๆ โครงการจะเน้นไปที่ Universal Design หรือการออกแบบที่ให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการใช้งานส่วนต่างๆ ของโครงการได้ เช่น การทำลิฟท์ให้กว้าง มีทางลาด ทางเดิน ที่ได้มาตรฐานและสะดวก ปลอดภัย . ทั้งนี้ สำหรับภายในห้องพัก ก็จะมีการออกแบบและผสมผสานนวัตกรรมการอยู่อาศัยต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุโดยเฉพาะ (Eldercare) อย่างเช่น มีอุปกรณ์เสริมช่วยทรงตัวตามห้องต่างๆ เตียงที่ใช้ สามารถปรับระดับได้ตามต้องการ มีระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติ และพื้นลดแรงกระแทก เป็นต้น . การสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากจะเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่มีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ยังเป็นการผลักดันให้วงการอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวตามด้วย เริ่มด้วยการสร้างสถาปัตยกรรมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มบริการต่างๆเพิ่มเติม อย่างเช่น การจัดหาคนมาดูแลผู้สูงอายุ จัดเตรียมอาหาร หรือกิจกรรมยามว่างให้ ...
อ่านต่อ

อัปเดตเทรนด์ ‘บ้านอัจฉริยะ’ ที่กำลังจะมาในปี 2020!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘เทคโนโลยี’ เข้ามาทำให้การดำเนินชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้นยิ่งขึ้น ในแง่ของการอยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้บ้านของเรากลายเป็น ‘บ้านอัจฉริยะ’ ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟอัจฉริยะ เครื่องทำกาแฟอัจฉริยะ ปลั๊กไฟอัจฉริยะ ตลอดจน ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่เราสามารถสั่งให้จัดการสิ่งต่างๆ ภายในบ้านให้กับเราผ่านแอปพลิชันและคำสั่งเสียงได้ . แค่นี้ยังว่าน่าตื่นตาตื่นใจแล้วใช่ไหมล่ะคะ แต่ในปีหน้านี้บ้านของเรายัง ‘อัจฉริยะ’ ได้มากกว่านี้อีก ซึ่งเทรนด์ของเทคโนโลยีที่กำลังมาจะมีอะไร ตามมาดูกันเลยค่ะ . 🏡 ห้องครัวอัจฉริยะ 🏡 เรื่องกินเรื่องใหญ่ จะดีแค่ไหนถ้าคุณมีผู้ช่วยที่สามารถจัดการแต่ละมื้อของคุณให้ง่ายมากยิ่งขึ้น? สำหรับเทรนด์ห้องครัวอัจฉริยะที่เราจะเห็นกันในปีหน้านี้ก็คือ ‘ตู้เย็นอัจฉริยะ’ ที่มีฟังก์ชันสามารถตั้งเวลารับประทานอาหารของสมาชิกในครอบครัว เพื่อที่จะได้จัดเตรียมอาหารได้ถูกเวลา สามารถดูสูตรอาหารจากอินเทอร์เน็ตได้โดยทันที ตลอดจนสามารถเช็คลิสต์ได้ว่าเรามีอะไรในตู้เย็นบ้าง และแจ้งเตือนเมื่อมีอาหารที่หมดอายุ . 🏡 ห้องนอนอัจฉริยะ 🏡 ห้องนอนเป็นห้องที่เราจะได้ใช้เวลาอย่างเต็มไปกับการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งในอนาคตจะมีอุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยให้การนอนหลับของเราเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสบายขึ้น ทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเตียงตามความเหมาะสม อุปกรณ์ที่ช่วยติดตามประสิทธิการนอนหลับของเรา ตลอดจนนาฬิกาที่สามารถตั้งปลุกด้วยกลิ่นอโรม่าแทนเสียง . 🏡 ห้องน้ำอัจฉริยะ 🏡 ในอนาคตเราอาจไม่ต้องไปขัดตัว นวดตัวกันถึงสปาอีกต่อไปแล้ว เพราะความสบายที่ว่าสามารถหาได้ง่ายๆ ที่บ้านด้วยอ่างอาบน้ำอัจฉริยะที่จะมาเป็นผู้ช่วยประจำตัวในห้องน้ำ ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์อาบน้ำที่บ้านเหมือนไปทำสปาที่ร้านได้ อย่างเช่น คุณสามารถควบคุมอุณหภูมิของน้ำ ปรับการตั้งค่าอ่างอาบน้ำ เลือกฟังก์ชันนวดตัวด้วยคลื่นได้หลายระดับ ด้วยการออกคำสั่งจากแอปคลิชัน . 🏡 ห้องนั่งเล่นอัจฉริยะ 🏡 ลืมภาพโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโซฟาในห้องนั่งเล่นไปได้เลย เพราะในอนาคตอันใกล้ เพียงแค่เรากดปุ่มหรือออกคำสั่งเสียง ก็จะมีจอภาพเสมือนโทรทัศน์ปรากฏขึ้นตรงหน้า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนของตัวบ้าน ก็สามารถรับชมรายการโปรดได้ เหมือนมีห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ไปกับเรา . 🏡 ห้องแต่งตัวอัจฉริยะ 🏡 ต่อไปตู้เสื้อผ้าของเราจะทำอะไรได้มากกว่าแค่การเก็บเสื้อผ้า ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ในอนาคตตู้เสื้อผ้าจะสามารถจัดเสื้อผ้าให้เรา ตลอดจน สามารถป้อนคำสั่งให้เลือกชุดที่เหมาะสมกับเราในแต่ละวันได้ด้วย
อ่านต่อ

เลือกทำเลให้ปัง ไม่ใช่แค่ทำเลดัง แล้วจะเวิร์ค

การเลือกทำเล สำหรับผู้ที่ต้องการจะลงทุนปล่อยเช่า บางครั้งทำเลที่ดัง เป็นที่พูดถึงว่ามีโอกาสเติบโตในอนาคตสูง อาจไม่ใช่ทำเลที่ “เวิร์ค” เสมอไป เพราะนั่นหมายความว่าคุณอาจมี “คู่แข่ง” ที่เล็งเห็นถึงโอกาสตรงนี้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้น การจะเลือกทำเลที่เหมาะสมต่อการลงทุนนั้น จึงควรพิจารณาจากหลายองค์ประกอบไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่องค์ประกอบใด องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น โดยวันนี้เราจะพามาดูว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้างที่เป็นตัวประกอบการพิจารณา “ทำเลที่น่าลงทุนปล่อยเช่า” ตามมาดูกันเลยค่ะ . :: บริเวณโดยรอบไม่มีการเกิดขึ้นของคอนโดใหม่ :: ทำเลที่มีแนวโน้มน่าลงทุน ควรจะเป็นทำเลที่ดูแล้วเราไม่มีคู่แข่งมากนัก กล่าวคือ เป็นทำเลที่ “อยู่ตัว” ไม่มีการเกิดขึ้นของคอนโดใหม่ หรือ ไม่มีห้องเช่าว่างสักเท่าไหร่ โดยความต้องการปล่อยเช่าคอนโดฯ ในภาพรวมของเขตพื้นที่นั้นๆ ไม่ควรเกิน 20% . :: ติดรถไฟฟ้า แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก :: เช่นเดิมคือทำเลที่ดีคือต้องสะดวก ทั้งในแง่ของการเดินทางและการใช้ชีวิต คือ ติดถนนใหญ่ ติดรถไฟฟ้า รวมถึง มีขนส่งสาธารณะอื่นๆ เข้าถึง นอกจากนั้นควรจะติดชุมชนใหญ่ เพราะการที่มีชุมชนใหญ่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร และบริษัทต่างๆ . :: ทำเลที่มีความต้องการเช่า ไม่ใช่ต้องการซื้อ :: ประการต่อมา เราควรมองหาทำเลที่มีคนต้องการ “เช่า” หมุนเวียนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา คนที่มีความต้องการเช่า ก็อย่างเช่น ชาวต่างชาติ หรือ นักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ เป็นคนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น “เป็นการชั่วคราว” คือมาเรียน มาทำงาน เมื่อเรียนจบ ทำงานครบสัญญา ก็ย้ายออกไป แต่ก็ “นานพอ” ที่จะปล่อยเช่าระยะยาว ดังนั้น การที่เราเลือกทำเลที่คนกลุ่มนี้เข้า-ออก ก็จะทำให้ปล่อยเช่าได้ง่าย และ ทำได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเว้นช่วงรอหาผู้เช่ารายใหม่นาน . :: พื้นที่มีโอกาสเติบโต :: พื้นที่ที่มีโอกาสเติบโต เช่น ในอนาคตทำเลนั้นๆ อาจมีโครงการห้างสรรพสินค้า หรือ คอมมูนิตี้มอลล์ใหญ่ๆ มาลง มีการยกระดับพื้นที่ให้กลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงมากขึ้น ...
อ่านต่อ

เวลาเปลี่ยน คอนโดเก่า แต่อยากขึ้นค่าเช่าต้องทำอย่างไร?

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ปล่อยเช่าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งค่าบำรุงซ่อมแซมห้องต่างๆ หรือ สำหรับบางคนอาจมีเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้มาเกี่ยวข้อง อันเป็นเหตุให้ต้องขึ้นค่าเช่า แต่ผู้ปล่อยเช่าหลายๆ คนอาจมีปัญหาคาใจว่า ถ้าคอนโดฯ ของเราเก่าแล้ว หรือ ไปลงทุนซื้อคอนโดมือสองมา เราจะขึ้นค่าเช่าได้ไหม ขึ้นแล้วผู้เช่าเก่าจะหนี ผู้เช่าใหม่จะเมินใส่หรือเปล่า วันนี้เรามี Tips มาแนะนำกันค่ะ ว่าถ้าเราอยากขึ้นค่าเช่า จะทำอย่างไรได้บ้าง . :: รีโนเวทห้องใหม่ :: การปรับปรุงห้องใหม่ทั้งหมด ถือว่าเป็นวิธียอดนิยมสำหรับผู้ปล่อยเช่า ที่ต้องการขึ้นค่าเช่า เพราะนอกจากการรีโนเวทจะทำให้สภาพกลับมาดูเหมือนใหม่ ดึงดูดผู้เช่าได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับห้องอีกด้วย โดยการรีโนเวทที่ว่านี้สามารถทำได้ตั้งแต่สเกลใหญ่อย่างการปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยเสียใหม่ กั้นโซนใหม่ เปลี่ยนผนัง เปลี่ยนวอลเปเปอร์ เปลี่ยนพื้น เอาเฟอร์นิเจอร์ Built-in ชิ้นใหม่มาลง ไปจนถึงสเกลที่เล็กลงมาหน่อยอย่างเช่น การตกแต่ง และ จัดวางข้าวของ อย่างไรก็ตาม การรีโนเวทห้องนี้สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือเรื่องงบประมาณและความคุ้มค่า ห้องของเราบางทีอาจไม่จำเป็นต้องรีโนเวทอะไรขนานใหญ่ เพียงแค่ตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น ก็อาจใช้ได้แล้ว แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเวลารีโนเวทห้องควรจะเลือกใช้แต่ของราคาถูกเสมอไป ถูกได้ คุณภาพดีด้วยยิ่งดี แต่ถ้าถูกมากๆ แล้วใช้งานได้ไม่นาน ต้องมานั่งเปลี่ยนกันใหม่ ก็จะเสียทั้งเงินและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น เวลาจะรีโนเวทก็ควรช่างน้ำหนักระหว่างงบกับความคุ้มค่าให้ดี . :: มีสิทธิพิเศษ หรือ บริการบางอย่างแถมให้ :: สำหรับคอนโดฯ เก่า ถึงแม้ว่าเราจะรีโนเวทห้องของเราบางทีอาจยังไม่พอ เพราะสภาพส่วนกลางหรือภายนอกอาจไม่ได้ดีตามไปด้วย หรือ เราอาจไม่มีงบมากพอที่จะรีโนเวท ดังนั้น วิธีที่จะสามารถทำได้ก็คือมีสิทธิพิเศษ หรือ บริการบางอย่างแถมให้กับผู้เช่าของเรา ตัวอย่างเช่น บริการทำความสะอาด บริการซ่อมแซม หรือมีอุปกรณ์ของใช้บางอย่างเตรียมไว้ให้ อย่างพวกอุปกรณ์เครื่องครัว โทรทัศน์ที่รองรับช่องเคเบิล เป็นต้น . :: ปล่อยเช่าให้ชาวต่างชาติ :: ชาวต่างชาติ เป็นคนอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความต้องการ “เช่า” มากกว่าต้องการจะซื้อ เพราะส่วนใหญ่ชาวต่างชาติมักจะเข้ามาพำนักอาศัยหรือทำงานในไทยไม่นานนัก อีกทั้ง ชาวต่างชาติยังมีกำลังจ่ายมากกว่า จึงสามารถปรับค่าเช่าให้สูงขึ้นได้ ทำให้ผู้ปล่อยเช่าจำนวนไม่น้อย หันมาให้ความสนใจกับตลาดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ ชาวญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะได้ค่าเช่าที่ดี ตามต้องการแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังมีระเบียบดูแลเอาใจใส่รักษาห้องเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าได้ค่าเช่าแล้ว ยังได้ความสบายใจด้วย ...
อ่านต่อ

จริงหรือไม่!? ซื้อคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้า หากไม่ระวัง อาจไม่คุ้มค่าการลงทุน?

แน่นอนว่าคอนโดฯ แต่ละแห่งในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะมีจุดขายคล้ายๆ กันคือ “ติดรถไฟฟ้า” แต่รู้หรือไม่คะ ไม่ใช่คอนโดฯ ทุกแห่งที่ติดรถไฟฟ้านั้นจะน่าลงทุนไปเสียทั้งหมด เพราะบางแห่งก็อาจไม่ได้ติดรถไฟฟ้าถึงขนาดเดินทางได้สะดวก หรือ อยู่ในพื้นที่ที่ห่างจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ซึ่งถ้าหากเราไม่ระวัง ก็อาจปล่อยเช่ายาก หรือ ได้ราคาไม่ดี ดังนั้น วันนี้เราจะพามาดูว่า คอนโดฯ ติดรถไฟฟ้าแบบไหนถึงจะคุ้มค่าการลงทุน . :: ติดรถไฟฟ้า แต่ระยะไม่ควรไกลเกิน 500 ม. :: สำหรับ คอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้าที่น่าลงทุนนั้น ควรจะเป็น คอนโดฯ ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าเกิน 500 เมตร หรือถ้าจะให้ดีควรอยู่ไม่ไกลเกิน 200 เมตร เพราะสะดวกต่อการเดินทางมากกว่า ลองนึกภาพว่าคุณเป็นผู้อยู่อาศัยตรงนั้น หากคอนโดฯ ไกลจากสถานีมาก ๆ เกินกว่า 500 เมตร คุณอาจไม่อยากเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว ต้องอาศัยรถหรือเรียกมอเตอร์ไซค์เพื่อต่อไปยังสถานีอีกที ทำให้จุดขายอย่าง “ติดรถไฟฟ้า” ไม่ใช่จุดขายสำคัญอีกต่อไป . :: เดินง่าย ทางสะดวก และไม่เปลี่ยว :: ก่อนที่จะลงทุนซื้อคอนโดฯ ติดแนวรถไฟฟ้าเพื่อปล่อยเช่า ควรเดินสำรวจเส้นทางจากสถานีมายังคอนโดฯ ด้วยว่า ทางเดินนั้นเดินได้สะดวกไหม เปลี่ยวหรือเปล่า มีสิ่งขีดขวางอะไรหรือเปล่า เช่น มีไซต์ก่อสร้าง ทำถนน ฯลฯ และระหว่างทางเดินมีร่มเงาจากต้นไม้บ้างหรือไม่ เนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศร้อน ดังนั้น การที่มีต้นไม้คอยช่วยให้ร่มเงา ก็จะช่วยให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางได้ และผู้เช่าส่วนใหญ่ย่อมต้องการความสะดวกสบายในส่วนนี้ . :: รอบสถานีต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก :: ไม่ใช่ว่าแค่มีรถไฟฟ้าไปถึงแล้ว พื้นที่ตรงนั้นจะเจริญขึ้นมาทันตา และ เป็นทำเลทองที่สามารถทำกำไรให้กับเราได้เลยทันที มนุษย์เราต้องการความสะดวกสบาย และความสะดวกสบายนั้นต้องตอบโจทย์ความต้องการอย่างรอบด้านด้วย ดังนั้น ก่อนลงทุนควรมองหาคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า ที่อยู่ในพื้นที่ที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ . :: ปลอดภัยพิบัติ :: หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ประสบน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ดังนั้นก่อนลงทุนควรคำนึงถึงความเสี่ยงในข้อนี้ด้วย เพราะหากคุณลงทุนกับคอนโดฯ ...
อ่านต่อ