15ม.ค..2020

เตรียมตัวให้พร้อม! อัพเดตแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ ปี 2020

จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเกินกว่าการคาดการณ์ในปี 2019 ทำให้หลายๆคนต้องเจอกับปัญหาจนต้องกุมขมับ ในปีนี้ก็มีกระแสคาดการณ์กันออกมาในทิศทางต่างๆที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันว่าสภาวะเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ในสภาวะชะลอตัวแต่จะไม่หนักไปกว่าปี 2019 

.

ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน คุณสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งว่าเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดสภาวะเช่นนี้คือ การเข้าสู่ปลายวัฏจักรของการเติบโต หรือ Late Circle ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การที่อัตราการเติบโตของ GDP ทั่วโลกปรับตัวขึ้นสูงสุดในปี 2017 โดยเป็นการขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินสหรัฐฯในช่วง 2007-2009 หลังจากปี 2017 การขยายตัวก็เริ่มชะลอลงในปี 2018 2019 และคาดว่าในปีนี้ก็เช่นกัน 

.

และอีกหนึ่งปัจจัยที่ตอกย้ำและทำให้สภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ยาก ก็คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน 2 ประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018 และรุนแรงเกินกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ เริ่มต้นจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าต่อกัน และยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐฯเก็ยภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มเกือบ 5 แสนล้านดอลลาห์สหรัฐฯ และปัจจัยนี้เองที่ส่งผลโดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศ สะท้อนไปที่มูลค่าการส่งออกของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกที่ลดลงอย่างมากในปี 2019 รวมทั้งประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตามนโยบายการเงินผ่อนคลายได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำ ยกตัวอย่างเช่นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เป็นต้น 

.

นอกจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะจบลงอย่างไร ปัจจุบันโลกของเราก็กำลังเผชิญอีกหนึ่งปัญหานั่นก็คือการโจมตีระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน แม้ว่าจะมีการคาดการณ์จากนักวิชาการหลายท่านออกมาแล้วว่าเหตุโจมตีในครั้งนี้คงจะไม่ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสงครามโลก เนื่องจากมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีแก่ประเทศทั้งสอง โดยเฉพาะสหรัฐฯ อีกทั้งประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียก็ไม่ได้มีทีท่าจะเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วย แต่แม้ว่าเหตุการณ์จะไม่บานปลาย แต่แน่นอนว่าสถานะการความขัดแย้งในเวทีโลกย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับเหตุการณ์นี้ผศ.ดร. ธนวรรณ แสงสุวรรณนักวิชาการด้านเศรษฐกิจคาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 5-10 บาท/ลิตร และส่งผลกระทบต่อความท่องเที่ยวและการส่งงออก รวมทั้งปัญหาเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนผกผัน และตลาดหุ้นปั่นป่วนในระยะสั่น ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2020 จะอยู่ที่ประมาณ 2.5% เท่านั้น เรียกได้ว่าปีนี้เตรียมรัดเข็มขัดกันให้แน่นไว้จะดีที่สุด

.

สำหรับการคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP โลกในปี 2020 ล่าสุด IMF คาดไว้ที่ระดับ 3.4% ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ไม่สูงนักที่ 2.1% ลดลงจากปี 2019 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.4% ด้านยูโรโซนอยู่ที่ระดับ 1.4% ญี่ปุ่น 0.5% และจีน 5.8% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ทศวรรษที่อัตราการเติบโตของจีนต่ำกว่า 6% สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2020 คาดว่า GDP จะขยายตัวได้ 2.8% ใกล้เคียงกับปี 2019 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสปรับลดอีกอย่างน้อย 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่า 1% ด้านค่าเงินบาท คาดว่าจะยังคงทรงตัวที่ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

.

อ่านมาจนถึงตอนนี้เชื่อว่าหลายๆคนคงเริ่มปาดเหงื่อกันแล้วเรามามองในมุมของประเทศไทยกันดีกว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันไปนัก แม้ว่าอัตราการส่งออกของไทยจะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก แต่อัตราการชะลอตัวนั้นคาดว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2019 และยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอื่นๆเช่ การลงทุน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวขึ้นดีกว่าปี 2019 เนื่องจากงบประมาณที่เพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศก็ยังเป็นเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่จะออกมาเป็นระยะๆ 

.

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์เพิ่มเติมของบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสผ่อนคลายนโยบายที่เคยคุมเข้มไว้ก่อนหน้านี้เพื่อช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่สร้างความเสี่ยงให้กับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเช่นกัน ด้านมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ จีน ยุโรป ก็เป็นสิ่งที่ยังละสายตาไม่ได้ ต้องมาดูกันว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลมากน้อยแค่ไหน หากได้ผลก็จะสามารถช่วยแก้ไขวิกฤตด้านเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้งได้ 

.

แล้วตลาดอสังหาฯจะรอดพ้นสภาวะเช่นนี้ได้หรือไม่? จากการคาดการณ์ของเหล่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ต่างให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาฯในปี 2020 ไว้ว่ามีแนวโน้มที่จะยังชะลอตัวแต่โดยภาพรวมดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เกิน 5% นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ยังปรับตัวลดลง ส่วนภาพรวมยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาจากผลพวงของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันซึ่เป็นอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำสุดที่ 1.25% 2.นโยบายผ่อนปรนมาตรการ LTV สำหรับการกู้ร่วม หากผู้กู้ร่วมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ให้ถือว่ายังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น 3.การลดค่าจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทและ 4. การจัดตั้งโครงการบ้านดีมีดาวน์ ช่วยลดภาระผ่อนดาวน์แก่ผู้ซื้อจำนวน 50,000 บาทต่อราย จำนวน 100,000 คน

.

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2020 ยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัวแต่ในกลุ่มระดับราคาที่เป็น Real Demand ทั้งในระดับแมสและระดับบนยังคงมีอยู่ โครงการที่ยังขายได้ดีจะเป็นโครงการในระดับที่ต่ำกว่า 3ล้านบาทและโครงการระดับ Hi-end ที่ผู้ซื้อเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ยังมีมาตรการหนุนจากรัฐบาลที่ช่วยให้ตลาดคอนโดมิเนียมยังมีโอกาสเติบโตได้เรื่อยๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น อย่างไรก็ตามยังมีอีกปัจจัยหรึ่งที่ต้องจับตามองคือเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เคยประกาศว่าจะมีการเริ่มใช้ในปีนี้ ที่อาจจะส่งผลต่อการเก็งกำไรและการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า ว่าจะมีบทสรุปอย่างไร 

.

การคาดการณ์ต่างๆเหล่านี้ไม่ได้คาดการณ์เพื่อให้ทุกคนเกิดความหวาดกลัว หรือตื่นตระหนัก หากแต่เป็นการสร้างความระมัดระวัง เพื่อที่จะได้วางแผนในการรับมือได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่ทุกคนที่จะล้มเหลว แต่คนที่ไม่เตรียมตัวและมัวแต่ตื่นตูมไปกับข่าวสารโดยไม่พยายามปรับตัวหรือวางแผนต่างหากที่มีแนวโน้มจะล้มเหลว หากมองผิวเผินสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหลายคนอาจไม่กล้าลงทุน แต่หากมองให้ลึกลงไปช่วงของการ over supply เป็นช่วงที่นักลงทุนจะสามารถหาทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่าตลาดได้มากขึ้น เราควรจะพลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาสในช่วงนี้

 

Reference : https://thestandard.co/now-next-2020-economic-overview/

https://mgronline.com/specialscoop/detail/9630000002097

https://thinkofliving.com

https://www.prop2morrow.com